The's profilePurezila's ("v") storyBlogLists Tools Help

The Purezila

"บางคน" ก็เป็นได้เพียงแค่ "บางคน"
แต่ "บางคน" ก็ได้เป็นถึง "คนคนนึง"
ในขณะที่ "บางคน" อยากเป็นแค่ "ใครสักคน"
ให้กับ "บางคน" ที่มีความหมายมากกว่า "คนคนนึง"

Purezila's ("v") story

I have my world, You have your own. But don't you think it would be great if we merge some part together and let me love you.
September 20

เคยมั๊ย?

เคยมั๊ย? ที่รู้สึกดีๆ กับใครสักคน
แต่คิดว่าตัวเราไม่เหมาะที่จะยืนเคียงข้างคนคนนั้น
 
เคยมั๊ย? ที่รักมันล้นใจ จนต้องบอกออกไป
ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าจะได้รับอะไรกลับมา
 
เคยมั๊ย? ที่ยอมอดทนรอเวลา
เพียงแค่หวังว่าสักวัน คนคนนั้นจะมีใจ
 
เคยมั๊ย? ที่อยากได้ยินเสียงเค๊าทุกวัน
แต่ไม่กล้าจะโทรไป เพราะกลัวจะรบกวน
 
เคยมั๊ย? ที่ยอมตื่นเช้าขึ้น
เพื่อส่ง msg ไปปลุกเค๊าให้ไปเรียนทัน
 
เคยมั๊ย? ที่คิดว่าจะเป็น msg จากเค๊า
ทุกครั้งที่โทรศัพท์ดัง
 
เคยมั๊ย? ที่แค่คิดว่า เค๊าอาจจะรำคาญเรา
เพียงเท่านั้นก็สั่นไปทั้งใจ
 
เคยมั๊ย? ที่สามารถวางมือจากทุกอย่าง
เพื่อทำในสิ่งที่เค๊าร้องขอ
 
เคยมั๊ย? ที่ทั้งสุขและเศร้า
เวลาที่คิดถึงใครสักคน
 
เคยมั๊ย? ที่คิดจะตัดใจ
แต่ก็ไม่กล้าจะเริ่มต้น
 
เคยมั๊ย? ที่ให้เวลาตัวเองอีกเพียงแค่ 200 วัน
แล้วจะเดินจากเค๊าไป
 
...ผมเคย...
 
I live my life for Just Another Day End.
September 12

รักเจด

ตอนนี้ยังไม่มีอารมณ์จะเขียนอะไรใหม่
แค่อยากมาบอกว่าไอ้เรื่องก่อนๆ หน้านี้อ่ะ
อย่าไปใส่ใจมันละกัน
มันผ่านไปหมดละ
ไม่ได้นึกถึงเรื่องพวกนั้น หรือคนพวกนั้นอีกแล้ว
ตอนนี้ "รักเจด" เว่ย
เอาไว้จะมาเขียนเล่าให้อ่านกันว่าทำไมถึง "รักเจด"
April 27

ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็ดีอยู่แล้ว

ครั้งแรกที่เห็นคุณก็ตกหลุมรักไปหมดใจ หลงรักในรอยยิ้มที่สดใสของคุณ หลงรักเสียงหัวเราะที่ร่าเริงของคุณ แต่เพราะความที่ไม่ใช่คนที่เปิดใจและบ้าบิ่น เลยไม่เคยแสดงออกให้คุณหรือแม้แต่คนอื่นๆ รู้ นานๆ ครั้ง ถึงจะเข้าไปพูดคุยทักทายกับคุณบ้าง แต่ก็เป็นเพียงบทสนทนาสั้นๆ ไม่ใช่ไม่อยากคุย แต่ว่ามันนึกคำพูดไม่ออก ถ้าตอนนั้นคุณสังเกตหรือใส่ใจแม้เพียงน้อยนิด คุณจะรู้ตัวว่า ผมแอบมองคุณอยู่เสมอๆ

 

คุณมาฝึกงานแค่ไม่กี่เดือน แต่กว่าผมจะได้คุยกับคุณอย่างสนิทสนม ก็กินเวลาไป เกือบ 2 เดือน ยังจำความรู้สึกตื้นตันในครั้งแรกที่คุณตอบกลับ Msg มา หลังจากผมส่งหาคุณไปไม่ถึง 1 นาที ได้ดี ถึงจะเป็นแค่ประโยคสั้นๆ “Goodnight Krub” แต่มันก็เติมเต็มความสุขในหัวใจของผมได้เป็นอย่างดี

 

วันนึงคุณขอให้ผมช่วยหาโหลดเพลงให้ รู้มั๊ยว่าเพลงที่คุณอยากได้น่ะ มันหายากมากๆ ผมใช้เวลาเกือบครึ่งคืน เพื่อหาเพลงนั้นให้คุณ กว่าจะได้นอนก็ตี 3 กว่า ๆ แต่ก็มีความสุขเพราะรู้ว่า พรุ่งนี้...มีเรื่องให้คุยกับคุณมากขึ้นอีก 1 เรื่อง

 

รอยยิ้มของคุณตอนที่ผมให้เพลงกับคุณไป ยังติดตามาจนถึงวินาทีนี้

 

ผมแกล้งบอกคุณว่า หาเพลงให้แล้ว คุณติดหนี้ผมอยู่นะ ต้องให้ผมจับมือคุณครั้งนึง

คุณยิ้มแต่ไม่ได้พูดอะไร

 

จนถึงวันงาน party ของบริษัท ทั้งบ่ายวันนั้น ผมรู้สึกว่าคุณคอยมองตามผมตลอดเวลา เพราะทุกครั้งที่ผมหันไปมองคุณ เราจะได้สบตากัน กว่าจะเลิกงานก็ 5 ทุ่มกว่า ผมเมื่อยขาจนต้องนั่งลงกับพื้น คุณเดินเข้ามาทักทาย ถามว่าเหนื่อยมั๊ย และยื่นมือมาให้ผมจับเพื่อดึงตัวเองขึ้น ก่อนจะปล่อยมือพร้อมกับพูดว่า ที่ค้างไว้ หายกันแล้วนะ และเดินจากไปพร้อมกับรอยยิ้มที่ทิ้งไว้ให้ผม

 

นับจากนั้นไม่นาน ผมก็รวมรวมความกล้า บอกคุณไปตรงๆ ผมชอบคุณนะ อยากคบเป็นแฟน ได้มั๊ย

คุณไม่ได้ปฏิเสธ แต่ก็ไม่ตอบรับ ผมยังไม่อยากมีแฟนตอนนี้

แล้วผมจีบคุณได้มั๊ย? ผมถามต่อ

แค่คำตอบสั้นว่า ได้สิของคุณ แค่นั้นมันก็ทำให้ผมขอบคุณคุณเหลือเกินแล้ว

 

มีอยู่วันนึงผมไปทานก๋วยเตี๋ยวกับพี่ที่ออฟฟิศ กำลังจะทานหมดอยู่แล้วแหละ คุณก็โทรมา บอกว่าจะตามมาทานด้วย ทานอิ่มรึยัง ตามลงไปทานด้วยคนได้มั๊ย

ผมตอบคุณไปว่า เพิ่งมาถึง ยังไม่ได้ทานเลย รีบลงมาสิ จะรอ

พอวางสาย ผมก็หันไปบอกป้าคนขายทันที

ป้าๆ เก็บตังค์ชามนี้ไปเลย เก็บชามไปด้วยนะ แล้วก็เอาแบบนี้อีกชามนึง

สรุปว่าวันนั้นผมทานก๋วยเตี๋ยวไป 2 ชาม จุกแทบตาย แต่ก็มีความสุข เพราะได้ทานพร้อมกับคุณ

 

ไม่นานคุณก็ฝึกงานจบ ผมใจหาย กลัวจะได้เจอคุณน้อยลง แต่คุณก็ให้สัญญาว่า ยังไงเราสองคนต้องได้เจอกันอีกแน่นอน และคุณก็ไม่ผิดสัญญา จากนั้นเราสองคนก็ไปทานข้าวด้วยกัน ดูหนังด้วยกันเป็นประจำ ทุกสิ่งที่คุณทำ มันยิ่งทำให้ใจผมถลำลงไปในความรักที่มีต่อคุณมากขึ้น มากจนไม่อาจจะหันหลังกลับ

 

ครั้งนึง ตอนที่ผมไปเที่ยวกับเพื่อน พอเริ่มกรึ่มๆ ได้ที่ ความคิดถึงที่มีต่อคุณมันก็ล้นออกมา จนต้องส่ง Msg ไปหาคุณ “Drinking with my friend. So drunk la karb. Miss u so much. Do u miss me?”

เหมือนเคย คุณตอบกลับมาทันที “I’m at Khao San. I really miss u. Take care urself, anyway.” ไม่รู้เหมือนกันว่าความคิดถึงที่คุณมีต่อผม จะเป็นแบบเดียวกับที่ผมคิดถึงคุณรึเปล่า แต่ผมก็ดีใจ

 

หลังจากที่คิดทบทวนอยู่หลายวัน ผมก็ถามคำถามเดิมกับคุณเป็นครั้งที่ 2

รักนะ ตกลงจะคบกันแบบไหน ให้ผมเป็นเพื่อน หรือคนรัก ครึ่งๆกลางๆ แบบนี้ผมวางตัวไม่ถูก

คุณเงียบไปสักพัก ก่อนจะตอบว่า

ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็ดีอยู่แล้ว

ประโยคสั้นๆ เพียงประโยคเดียว มันก็ปิดทุกคำถามที่ผมมีในใจไปจนหมด

 

ผมไม่รู้ว่าคำตอบของคุณซ่อนอะไรไว้ลึกๆ

คุณยังไม่อยากมีใคร

คุณไม่มีใจให้ผม

หรือ

คุณพยายามรักษาน้ำใจผม

ผมไม่รู้หรอก

ผมรู้แค่ว่า...ความสัมพันธ์ของเรามันสุดทางแล้ว ไม่มีทางเดินไปได้มากกว่าคำว่า เพื่อน

 

ถ้าถามว่าผม เสียใจ มั๊ย?

ผมไม่เสียใจ

เพียงแต่มัน เศร้าใจ ที่ ความรัก ของผมเดินทางไปไม่ถึง ความรัก ของคุณ

 

แต่ถึงจะไม่มีโอกาสได้ยืนเคียงข้างคุณในฐานะ คนรัก

ผมก็ดีใจ ที่ชีวิตนี้ได้ยืนมองคุณห่างๆ ในฐานะ เพื่อน ที่จะหวังดีกับคุณตลอดไป

 

ไม่ว่าหลังจากนี้ ชีวิตของคุณจะเดินไปในเส้นทางใดก็ตาม ผมจะคอยเอาใจช่วย

ขอให้คุณจดจำเอาไว้เสมอว่า

เมื่อใดก็ตามที่คุณมองกลับมา ผมจะยืนอยู่ตรงนี้เพื่อคุณ

 

ขอบคุณโชคชะตา ที่พาคุณเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผม

ขอบคุณจริงๆ

Purezila

February 28

ผมเปลี่ยนไป...หรือคุณไม่เคยเปลี่ยนแปลง

วันนึงที่คุณเอ่ยขึ้นมาว่าผมไม่เหมือนเดิม

ไม่เหมือนเมื่อ 8 ปีที่แล้วที่เรารู้จักกัน

ผมก็ไม่รู้จะหาคำตอบมาให้คุณได้ยังไง

ว่าเพราะอะไรผมถึงไม่เหมือนเดิม

เพราะอะไรผมถึงคาดหวังกับความสัมพันธ์ของเรามากขึ้น

เพราะอะไรผมถึงจริงจังกับคุณมากขึ้น

 

อาจจะเป็นเพราะผมเคยเดินทางผ่านนิทานความรักมาหลายครั้ง

เปลี่ยนตัวละครมามากมาย

บางครั้ง...เค๊าก็เดินจากไป

บางครั้ง...ผมก็เดินจากมา

 

อาจจะเป็นเพราะว่าผม "อิ่ม" กับการเดินทางตามหาความรัก

 

อาจจะเป็นเพราะว่าวันนี้ ผมอยากจะหยุดที่ใครสักคน

และคนคนนั้น ผมคิดว่าอาจจะเป็นคุณ

 

เรารู้จักกันมา 8 ปี ผ่านเรื่องราวอะไรมากมายมาด้วยกัน

รักกัน ทะเลาะกัน เถียงกัน โกรธกัน เกลียดกัน จากลากัน ไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง

แต่ทุกครั้ง เราก็กลับมาหากัน ที่สุดผมก็กลับมาหาคุณ

กลับมาเพราะคำพูดต่างๆ นานา ที่คุณให้สัญญา

"ผมจะทำให้ดีขึ้น"

"ผมจะปรับปรุงตัว"

"ผมขอโทษ"

 

แต่ความจริงแล้วคุณไม่เคยทำได้เลย

เมื่อ 8 ปีที่แล้วคุณเป็นยังไง ผ่านมา 8 ปี คุณก็ยังเป็นเหมือนเดิม

 

ผมพยายามจะทำให้เรื่องราวของเราดีขึ้น

ผมยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองในหลายๆ เรื่อง

...เพื่อคุณ...

 

จากที่ไม่เคยโทรรายงานตัวกับใคร

จะไปไหนไม่เคยบอกใคร

...ผมบอกคุณ...

 

แต่ไม่ว่าผมจะพยายามมากแค่ไหน

เปลี่ยนแปลงตัวเองมากเท่าไหร่

คุณก็ยังคงเป็นคนเดิม

คนเดิม...ที่ไม่เคยจริงจังกับเรื่องของเรา

 

กับคำถามที่คุณถามผมว่า

ทำไมผมถึงไม่เหมือนเดิม

ผมคงหาคำตอบให้คุณไม่ได้ว่าเพราะอะไร

และผมคงให้สัญญากับคุณไม่ได้ว่าผมจะไม่เปลี่ยนไปอีก

 

แต่ผมมีแค่เพียงคำถามเดียวที่จะถามคุณ

 

"ผมเปลี่ยนไป...หรีอคุณไม่เคยเปลี่ยนแปลง ? คุณตอบผมหน่อยสิ รัญชณ์"

 

 

glitter graphics

 

December 25

Merry X'Mas

 

 








 
August 01

เพื่อนเรา...เผามันส์ อิอิ

เชื่อดิ ว่าทุกคนต้องมีเพื่อนขำๆ ซักคนนึง
ที่สามารถเอาเรื่องของมันมาเมาท์ๆ ให้เพื่อนคนอื่นๆ ได้ขำไปด้วย
 
 "อิโอ๋" หรือที่เพื่อนๆ ตั้งฉายาให้ว่า "โอ๋ 30 บาท"
ที่มาของชื่อ "โอ๋ 30 บาท" ก็คือ
 
กาลครั้งหนึ่งไม่นานมานี้ อิโอ๋ได้ไปขึ้นรถไฟฟ้า ชีก็ก้าวย่างอย่างมั่นใจ เมื่อไปถึงสถานี(ขอสงวนนาม)
มันก็ระลึกขึ้นได้ว่า ลืมบัตรรถไฟฟ้าไว้ที่ห้อง มันจึงเดินตรงไปแลกเหรียญ
 
"พี่ แลก 30 ฮะ" อิโอ๋กล่าวอย่างมั่นใจ พร้อมกับยื่นแบงค์ 20 ให้ไป 2 ใบ
"ขอบคุณค่ะ" พนักงานสาวคนนั้น ยื่นเหรียญ 10 กลับมา 4 เหรียญ
เมื่ออิโอ๋เห็นดังนั้น ก็เลือดขึ้นหน้า วีนใส่พี่สาวคนนั้นว่า
"อะไรอ่ะพี่ แลกแค่ 30 เองนะ ทำไมให้มา 4 เหรียญ" อารมณ์ประมาณไม่อยากได้เหรียญมาพกให้หนักกระเป๋า
พี่สาวคนนั้น อึ้ง อึ้ง อึ้ง พูดอะไรไม่ออก และกล่าวกับอิโอ๋อย่างกล้าๆ กลัวๆ ว่า
"นี่ไงคะ ที่แลก 30" พี่สาวแยกเหรียญ 10 ออกมา 3 เหรียญ และอธิบายให้อิโอ๋ฟังปานว่าเป็นคุณครูอนุบาล
"และ เหรียญ 10 อีกเหรียญนี่ คือ เงินทอนค่ะ!!!"
 
ผ่าง!!! และนี่คือที่มาของชื่อ "โอ๋ 30 บาท"
 
ความ "เอ๋อ" ของ "อิโอ๋ 30 บาท" ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่มันจะเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ
ซีนที่ลืมไม่ได้เลย คือสมัยเรียนมหาลัย ตอนนั้นอิโอ๋ เรียนอยู่ที่ มช. ใช้โทรศัพท์ ซีเมน C35 ระบบ Orange
ส่วนเพื่อนอีกคนคือ "คุณสา" เรียนอยู่มหิดล ใช้โทรศัพท์รุ่นเดียวกัน แต่เป็นระบบ GSM
 
วันฮาแตกก็เกิดขึ้นในบ่ายวันหนึ่ง
วันนั้นลมเย็นสบาย อากาศร่มรื่น แต่สัญญาณของระบบ Orange ล่ม ไม่สามารถใช้การได้
อิโอ๋ ก็คุ้มคลั่ง โทรหาสามีไม่ได้เลย
ในที่สุดเธอก็ลงทุนหยอดเหรียญตู้โทรศัพท์ กดมาหาคุณสา ที่กทม ด้วยความร้อนใจ
"นี่ๆ โทรศัพท์มือถือแกใช้ได้เหรอ ของชั้นใช้ไม่ได้ว่ะ ไม่รู้ทำไม"
คุณสาก็งงๆ โทรศัพท์ใช้ไม่ได้แล้วบอกกูทำไมวะ ???
"เอ่อ โอ๋ อืมมม ของมึงง่ะ Orange ไม่ใช่เหรอ ของกู GSM ถ้าสัญญาณของมึงล่มก็ไม่เกี่ยวกะกูสิ"
"อ้าวเหรอ กูคิดว่าใช้โทรศัพท์รุ่นเดียวกัน แล้วจะล่มเหมือนกัน"
 
ห่าสิ!!! คิดได้ไงวะเนี่ย
 
 
เรื่องต่อมาเกิดขึ้นกับลิฟท์
ก่อนอื่นก็ต้องอธิบายก่อนว่า
ลิฟท์ที่คอนโดเนี่ย มันจะเป็นตัวเลขบอกชั้น และปุ่มกดจะอยู่ข้างๆ ตัวเลข
ปุ่มปิด เปิด ลิฟท์ ก็เหมือนกัน จะเป็นรูปลูกศรชี้เข้าหากัน และชี้ออกจากกัน ส่วนปุ่มกดจะอยู่ข้างๆ รูป
 
แต่อิโอ๋ เหมือนคนตาบอดที่เพิ่งมองเห็นโลก
ชีไม่ยอมกดที่ปุ่ม แต่ชีจะกดที่รูปและตัวเลข ซึ่งไม่ได้ส่งผลหรือคำสั่งใดๆ ต่อการทำงานของลิฟท์ ทั้งสิ้น
 
ที่ฮาที่สุด มีอยู่วันนึง จะลงไปกินข้าวกัน
เพื่อนทั้งกลุ่มก็เดินมาที่ลิฟท์ โดยมีอิโอ๋เดินนำมา
เมื่อถึงลิฟท์ อิโอ๋ก็กดปุ่มขึ้นทันที ท่ามกลางความงุนงงของเพื่อนอีก 5 ชีวิต
"มึงกดขึ้นทำไม จะไปไหนวะ นี่จะลงไปกินข้าวกันนะมึง" เพื่อนคนนึงถามด้วยความสงสัย
แต่คำตอบที่ได้รับกลับมา ทำเอาทุกคนอึ้งแดก อิ่มอึ้งกันไปเลย
"อ๋อ ก็กูเรียกให้ลิฟท์ขึ้นมาหาเราไง"
 
กูก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเพื่อนกูเป็นอะไร - -"
รู้แต่ว่ากู "ขำ"
July 19

For Myself & My Runway : ตัดใจ....ครั้งสุดท้าย (สู้โว้ย!!)

ในที่สุดก็จบแล้ว
จบการตามหา
จบการไขว่คว้า
 
ในที่สุดก็สั่งตัวเองให้หยุดได้สักที
หยุดรัก
หยุดรอคอย
หยุดหลอกตัวเอง
 
"หยุดใช้ชีวิตอยู่ในความทรงจำ"
 
แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำได้รึเปล่า
เพราะทุกครั้งที่บอกกับเพื่อนๆ ว่า
"จะตัดใจแล้ว จะเลิกรักเลิกรอพี่ _a_ แล้ว"
แต่ก็ไม่เคยทำได้สักที
เวลาผ่านไปไม่เท่าไหร่  ก็มาคร่ำครวญถึงความรักเก่าๆ ที่จากไปตั้งนานแล้ว (หรือเรียกอีกอย่างว่า "เพ้อ" อย่างที่อินพ เพื่อนที่แสนดีคนนึง ที่คอยให้กำลังใจ คนบ้าๆ คนนี้ กับเรื่องเดิมๆ ที่น่าเบื่อ มาตลอด 3 ปี เกือบ 4 ปี)
แล้วอีกแป๊ปนึง ก็เกิดอารมณ์มุ่งมั่น จะตัดใจอีก
แล้วก็ทำไม่สำเร็จ
ตัดๆ ต่อๆ อย่างนี้มาเป็นร้อยครั้งแล้วมั๊ง (ใช่มะ พี่นก??)
 
แต่ครั้งนี้คิดว่าคงทำได้สำเร็จจริงๆ แล้ว
ขอเล่านิดนึงก่อนว่า
ตอนที่โดนทิ้งเนี่ย เค๊าสัญญาไว้ว่า "เพียวจะเป็นแฟนผู้ชายคนเดียวของพี่ พี่จะไม่มีแฟนเป็นผู้ชายแล้ว"
ส่วนเรา ก็ตอบกลับไปว่า "จะรักเหมือนเดิมนะ จะรออยู่ตรงนี้ ไม่ว่าจะ 1 ปี 3 ปี 5 ปี หรือว่า 10 ปี ก็จะรอให้กลับมา"
 
ตอนนี้เวลาก็ผ่านไปแล้วเกือบ 4 ปี รอแล้ว รอเล่า รอ รอ รอ
เฮ้อออ ไม่กลับมาซักที
 
รอไป ท้อไป ตัดใจหลายครั้ง
พอตัดใจ ไม่โทรไปหา ไม่ส่ง msg ไป
พี่เค๊าก็กลับมาเขย่าตะกอนหัวใจให้คลุ้งขึ้นมาอีก ด้วยคำพูดเดิมๆ
"คิดถึงเพียวจัง ไม่รู้ว่าทำไม แต่อยู่ดีๆ ก็คิดถึง คิดถึงจนทนไม่ไหว เลยต้องโทรมาหา"
"ตอนนี้เพียวคบใครอยู่"
"เราลองกลับมาคบกันอีกครั้งดีมั๊ย"
"เป็นห่วงเสมอนะ"
และอีกมากมาย
 
แต่คำพูดไม่กี่ประโยค ที่เค๊าไม่ได้พูดออกมาจากหัวใจ
แต่มันก็มีอานุภาพเพียงพอ ที่คนโง่ๆ คนนึงจะยอมเอาหัวใจ ที่หยิบคืนมา กลับไปวางไว้บนกองไฟเหมือนเดิม
ปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นทุก ๆ 3 เดือนโดยเฉลี่ย
ถ้าระหว่างเพียวกับพี่_a_ เป็นการร่วมทุนทำธุรกิจกัน
ก็เรียกได้ว่ามีการแถลงความคืบหน้าของธุรกิจแบบไตรมาศ ^_^ ตึ่งโป๊ะ!!
 
แต่เค๊าก็ไม่เคยรักษาสัญญาที่ให้ไว้
ได้รู้มาตลอดว่าเค๊าก็ยังจีบผู้ชายคนนู้น คนนี้ ไปเรื่อย
 
เลยมานั่งคิดว่า
"มีแต่กูนี่หว่า ที่รักษาสัญญามาตลอด"
ถึงจะไม่ได้รักษาแบบเต็มที่ก็เหอะ
เพราะบางช่วงก็แว๊บไปหลั่นล๊า กะผู้ชายคนนู้นคนนี้
บี อาร์ท นนท์ บิ๊ก ทอมมี่ โรมิโอ ที กิ๊ก กอล์ฟ อิ๊กคิว แจ๊ค จิม เอิร์ธ มี่ นิค หน่อง วุ๊ย เพียบ
แต่ก็ไม่เคยอยู่กะใครได้นานเลย สุดท้ายก็กลับไปคิดถึงพี่_a_อยู่ดี
 
ก็มันรักนี่หว่า รักแรก ใครจะลืมลงวะ?!! ถามหน่อยดิ๊?
 
แต่แหม!!
ความจริงที่ได้รู้มาเนี่ย มันก็เจ็บว่ะ
เค๊าเนี่ยเป็นรักแรกของเรา
แต่เราเนี่ย ไม่เคยได้รับเกียรติเข้าไปอยู่ในลิสต์ความรักของเค๊าเลยซักครั้ง
 
คบกะเราตั้งแต่ปี 42 - ปี 45
พอเลิกกะเราไปไม่เท่าไหร่
พ่อคุณก็ประกาศว่า ตัวเค๊าเนี่ย
"4 years without love"
อ้าว ซวยสิกู
เที่ยวไปบอกใครๆ ว่า "เพียวทิ้งผม"
ทั้งๆ ที่ "อิเพียว" เนี่ย โดนทิ้งทางโทรศัพท์นะ
แค่นั้น มันก็เจ็บพออยู่แล้ว
 
แต่สงสัยพี่แกคงยังไม่สะใจพอ ตอกย้ำ ยำตีนลงมาอีกว่า
"ไม่เคยมีความรักมา 4 ปีแล้ว"
 
โอ้ววว
แล้วที่ไปนั่งจับมือกันที่พัทยา ฟังเสียงคลื่น ดูแสงดาว
แล้วไอ้เพลง "รักเดียวใจเดียว" ที่มานั่งดีดกีตาร์ ร้องให้ฟัง
แล้วไอ้จี้ห้อยคอภาษาจีนคำว่า "อ้าย" ที่ให้มา กะรอยสักคำเดียวกันที่ข้อมือซ้ายของคุณ
และอีกมากมายหลายอย่าง มันไม่ได้เรียกว่า "ความรัก" หรอกเหรอ???
เศร้าใจจริงๆ T_T
 
แต่ก็แปลก
กูเนี่ย ใครๆก็รู้ว่าขึ้นชื่อเรื่อง "ขี้โมโห" "โวยวาย" "ขี้หงุดหงิด"
อะไรขัดใจนิดๆหน่อยๆ "ปี๊ด" ทันที สมเป็นลูก "เฮียเม้ง" กะ "เจ๊วีน" จริงๆ
แต่กับพี่ _a_ เนี่ย โดนเค๊าทำร้ายจิตใจ มาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง
ไม่เคยโกรธเลยสักครั้ง
มันช่าง "มหัศจรรย์แห่งรัก" จริงๆ ^o^
 
มหัศจรรย์มากๆ
เสียเวลาไปเกือบ 4 ปี โดยที่ไม่ได้ทำอะไรดีๆ ให้ตัวเองเลย
"โง่อย่างมหัศจรรย์" จริงๆ เลยกู - -"
 
คนที่โดนทิ้งเนี่ย นอกจากจะเสียใจ เสียน้ำตาแล้วเนี่ย
มันยังเสีย "ความเชื่อมั่นในตัวเอง" ไปด้วยอีกต่างหาก
พอเจอ "ความสัมพันธ์ที่น่าจะไปได้ดี" ก็ปอดแหก ทำมันพังซะอย่างงั้น
เพราะคิดว่า "เราไม่คู่ควรแน่ๆ"
หรือไม่ก็กลัว
"จะโดนทิ้งอีกรึเปล่าวะ กูชิ่งก่อนดีกว่า
หลบออกมาก่อนที่จะรักไปมากกว่านี้
ก่อนที่จะต้องเจ็บอีกครั้งดีกว่า"
 
ชีวิตรักก็วนเวียนอยู่อย่างนี้ไปเรื่อย เป็นวงกลม ไม่ได้ลงเอยกับใครซักที
 
แต่ตอนนี้อยากใช้ชีวิตของตัวเอง "โดยตัวเอง เพื่อตัวเอง" บ้างแล้ว
(ตั้งรัฐบาลหัวใจคณะใหม่มันซะเลย "กูเป็นประชาธิปใจแล้วโว้ย" ตึ่งโป๊ะ!!)
มันอาจจะแปลกๆ ที่จะกลับมาคิดถึงตัวเอง ทั้งๆ ที่ เกือบ 4 ปีที่ผ่านมา คิดถึงแต่พี่_a_
 
"โลกที่ไม่มีพี่_a_ อาจจะเดินแล้วใจสั่นๆสักหน่อย แต่อย่างน้อย "น้ำตา" ก็ไม่ไหล (มั๊ง)"
 
 
 
สู้โว้ย!!!
 
 
 
June 22

For u , Mr. Perfect Man : น้ำกับฟ้า...ปลากับนก

นกอาจจะรักปลา...

ปลาอาจจะรักนก...

แต่จะหาหนทางใดให้ได้อยู่ด้วยกัน

ความรักบนความแตกต่าง ไม่มีทางเป็นไปได้

 

โลกของนก...อยู่บนฟ้า

นกสามารถโบยบินไปได้ทุกแห่งที่ต้องการ

แต่ถึงนกจะรู้สึกดีๆ กับปลามากแค่ไหน นกก็ไม่มีวันลงมาใช้ชีวิตใต้ผิวน้ำได้

 

โลกของปลา...อยู่ใต้น้ำ

เฝ้ามองแต่ความสดใสของนกบนฟ้า หวังว่าสักวันคงได้ขึ้นไปโบกบินบนท้องฟ้าคู่กับนก

แต่ความฝัน...ก็คือความฝัน

 

ที่ที่ทั้งนกและปลาจะได้อยู่ใกล้ชิดกัน ก็มีแค่กิ่งไม้ที่ทอดตัวลงมาเรี่ยกับผิวน้ำ

ถึงนกและปลาจะได้พูดคุย พบเจอกันอยู่เสมอๆ แต่ก็ไม่สามารถเข้าใกล้กันได้มากกว่านั้น

 

ถึงจะส่งความรู้สึกดีๆ ความห่วงใยถึงกันและกันได้

แต่เราก็ทำได้แค่นั้นจริงๆ

 

สำหรับปลาตัวเล็กๆ ตัวหนึ่ง

แค่ได้มองเห็นนกตัวนั้นโบกบินอย่างสวยงาม

แค่ได้รับรู้ว่านกตัวนั้นอยู่บนท้องฟ้าอย่างมีความสุข

แค่ได้มองเห็นนกตัวนั้นอยู่ในโลกที่เหมาะสม

มันก็เพียงพอแล้ว

 

ความรัก...ไม่จำเป็นต้องอยู่ด้วยกันเสมอไป

ความรัก...ไม่จำเป็นต้องได้เดินเคียงข้างกัน

แค่ต่างฝ่ายต่างรับรู้ ว่าต่างก็รักและห่วงใยกัน...

 

เท่านั้นก็มีค่าเพียงพอเหลือเกินแล้ว...

June 13

For Everyone : ความรักไม่ได้มีไว้ให้ไขว่คว้า

ทำไมบางคนถึงอยู่โดยไม่มีความรักไม่ได้?

ทำไมบางคนถึงต้องไขว่คว้าหาความรักตลอดเวลา?

ไม่เข้าใจเลย

 

ทั้งๆที่ความจริงแล้ว...

ความรัก...เป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องรอคอยจนกว่าจะได้พบ

ไม่ใช่...ไขว่คว้า เพื่อให้ได้มา

 

ถ้าอยากได้ความรักที่เรียกได้ว่าเป็น "ของจริง" เราต้องรอคอยให้ความรักเดินทางมาหาเรา และเปิดรับความรักด้วยตัวตนที่แท้จริงของเรา จะพูดอีกอย่างให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ "เอาความจริงใจแลกความจริงใจ" และถึงจะได้ความรักที่"จริงใจ"มาแล้ว มันก็ต้องใช้เวลาอีกนาน กว่าจะเปลี่ยนให้ความรักที่จริงใจอันนั้น กลายเป็นความรักที่"จริงจัง "

 

ส่วนการ "ไขว่คว้า" เพื่อให้ได้มาซึ่งความรักน่ะเหรอ จริงอยู่ อาจจะได้ผล เราอาจจะได้มาครอบครอง แต่จะแน่ใจได้ยังไงว่าสิ่งที่เราได้มา คือ "ความรัก" กล้าพูดได้เต็มปากรึเปล่าว่าตัวเอง "มีความรัก" คนที่อยู่ข้างๆเรา เค๊าอาจจะอยู่ด้วย เพราะสงสาร หลีกไม่ได้ หรืออยู่เพื่อผลประโยชน์บางอย่างที่สามารถหาได้จากเรา ส่วนไอ้คนที่ไขว่คว้ามาได้นั้น ถามหน่อยเหอะ จะอยู่ได้อย่างมีความสุขรึเปล่า ถึงจะแสดงออกว่ามีความสุขที่ได้มีความรัก แต่เชื่อสิ ลึกๆในใจมันก็ต้องไม่มั่นใจกับความรักจอมปลอมที่ได้มาหรอก และไม่นาน "ความรักจอมปลอม" ก็จะจากไป แล้วก็ต้องไขว่คว่าหาความรักครั้งใหม่เรื่อยๆไป เป็นวงกลมที่ไม่จบไม่สิ้น น่าสมเพช!!!

 

พูดถึง "วงกลม" ก็เปรียบได้กับคนที่ที่ไขว่คว้าหาความรักน่ะแหละ กลมๆ กลิ้งๆ ไปเรื่อยๆ ไปเจอใครก็พิงตัวเองเอาไว้ พอวันนึงเค๊าจากไป ก็กลิ้งไปหาคนอื่นๆ ยิ่งถ้าดันไปเจอทางลาด ก็ซวยไป มึงจะหยุดตัวเองไม่ได้ กลิ้งๆๆๆๆๆๆ จนไปปะทะกับอะไรซักอย่าง เจ็บตัวเปล่าๆ

 

ทำไมไม่คิดจะทำตัวเองให้เป็น "สี่เหลี่ยม" ที่อยู่ได้ด้วยตัวเองอย่างมั่นคง ไม่ว่าจะมีใครมาอยู่ข้างๆหรือไม่ก็ตาม "สี่เหลี่ยม" ก็ยังอยู่ที่เดิม ยังเป็นเหมือนเดิม ออกจะสบายดี ไม่ต้องออกเดินทางไปหาความรัก ถ้าความรักอยากมา...ก็มาดิ แต่ถ้าอยากไป...ก็ไปเหอะ เรื่องของมึง ha ha ha แต่ถ้าวันไหนสี่เหลี่ยมดันไปเจอทางลาด อย่างน้อยมันก็ไม่ถลาไปเร็วเหมือนวงกลมหรอกว่ะ สี่เหลี่ยมอย่างกูอ่ะ "มีเบรค" เค๊าเรียกว่า "สติ" เอาไว้เตือนตัวเองไม่ให้หน้ามืด วิ่งเอาหัวใจไปผูกไว้กะปลายตีนคนอื่น

 

ถ้าเราไม่คิดที่จะอยู่ได้ด้วยตัวของเราเอง ใครมันจะอยากมาอยู่กับเรา มันจะมองเราเป็น "ภาระ" เปล่าๆ

 

เมื่อก่อนกูก็เป็น "วงกลม" น่ะแหละ แต่ตอนนี้กูเป็น "สี่เหลี่ยม" ละ เดี๋ยวนี้เขาพัฒนาแล้ววว

 

ถ้าถามว่า "เหงามั๊ย" มันก็มีบ้างแหละ

แหม! เดินคนเดียว นอนคนเดียว อยู่คนเดียว กูไม่ได้คุยกะเงากูได้นี่ จะได้ไม่เหงา

แต่ก็ไม่ได้เหงาถึงขนาดที่จะโยนศักดิ๋ศรีของตัวเองทิ้ง แล้วไปวิ่งตามอ้อนวอนให้คนอื่นมายืนอยู่ข้างๆ

ไม่เอาอ่ะ ทุเรศตัวเองตายห่า ว่ามะ!!!

 

ส่วนมึงง่ะ หัดยิ้มกับท้องฟ้า มองตากับสายลมซะมั่งเหอะ

หาอะไรอย่างอื่นมาทำมั่ง แก้ฟุ้งร่าน เอ๊ย ฟุ้งซ่าน จะได้ไม่เหงา รู้ป่ะ!!

May 30

for my runway : ถ้าเกิดปาฏิหารย์ขึ้นอีกครั้ง...ชั้นจะยังต้องการมันอยู่หรือเปล่า???

ปาฏิหารย์...เป็นสิ่งที่ทุกคนหวังจะให้เกิดกับตัวเอง

เพียงแค่สักครั้งในชีวิต...ก็เพียงพอแล้ว

บางคน...ใช้ชีวิตทั้งชีวิตเพื่อรอคอย

รอคอย...การเดินทางมาถึงของ "ปาฏิหารย์"

แต่น้อยคนนักที่จะได้พบกับ "ปาฏิหารย์"

แต่คนทุกคนที่มีความหวัง...ก็ไม่เคยท้อถอย และหยุดรอคอย

อาจจะเป็นเพราะว่า...

การมีความหวัง...เป็นสิ่งเดียวที่ยืนยันว่า

"วิญญาณของเรายังคงมีชีวิตอยู่"

 

เหมือนกับคำกล่าวที่ว่า..

"ร่างกายของคนเรา...จะตายเมื่อหัวใจหยุดเต้น

แต่วิญญาณของคนเรา...จะตายเมื่อไม่มีความฝันหลงเหลืออยู่"

 

ความหวังในปาฏิหารย์ของแต่ละคน ล้วนแตกต่างกันไป

บางคน...หวังให้คนที่รักหายป่วย

บางคน...หวังให้ความรักของตนยืนยาว

ต่างความฝัน...ต่างความหวัง

 

แต่เพียงปาฏิหารย์เดียว..ที่ชั้นรอคอยมาตลอด 3 ปี

"คือการเดินทางกลับมา...ของคุณ"

 

แต่ชั้นก็ไม่ได้ปิดกั้นตัวเองจากความรักครั้งใหม่ๆ

 

ทุกครั้งที่มีความรัก...ชั้นจะหวังให้มันเป็นครั้งสุดท้าย

อยากจะพบใครสักคนที่จะอยู่ด้วยกันตลอดไป

แต่ทุกครั้ง...คนที่วิ่งหนีออกมา กลับเป็นตัวชั้นเอง

แค่กลัว...กลัวว่าถ้ารักใครมากๆ แล้วสักวันเค๊าจะจากไป

เหมือนที่คุณจากไป

 

แต่จริงๆแล้ว...ชั้นใช้ชีวิตที่ผ่านมา เพื่อรอคอยคุณ

มันเหมือนกับว่า...หัวใจของชั้น ไม่มีที่ว่างสำหรับใคร นอกจากคุณ

พื้นที่ข้างในหัวใจ...ได้ถูกเก็บรักษาไว้

เพื่อให้คุณกลับมาทวงสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ

 

การใช้ชีวิตกับสิ่งใดเป็นระยะเวลานานๆ

สิ่งที่จะเกิดขึ้น คือ ความคุ้นเคย ความชินชา

 

3 ปีที่ผ่านมา ชั้นใช้ชีวิตกับเงาของตัวเอง

อยู่กับความเหงา และภาพเก่าๆ ของคุณในความทรงจำ

จนทำให้ชั้นกลายเป็นเพื่อนที่คุ้นเคยของ "ความเหงา"

และ "ความเดียวดาย" ก็เป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดที่ชั้นมี

 

จนทำให้ชั้นเริ่มหวั่นใจว่า

ถ้าสักวัน "ปาฏิหารย์" ที่ชั้นเฝ้ารอคอย เกิดขึ้นจริงๆ

ถ้าสักวัน "คุณ" ผู้เป็นที่รัก เดินทางกลับมาจริงๆ

ถ้าสักวัน "คุณ" กลายเป็นความจริง ไม่ใช่ "ภาพในความทรงจำ" อีกต่อไป

ถึงวันนั้น...ชั้นจะยังต้องการ "ตัวจริง" ของคุณอยู่หรือเปล่า??

May 25

for myself : ระยะห่างระหว่าง... ดอกไม้แห่งความรัก กับ บ่อน้ำแห่งความเอาใจใส่

 

ความรัก...ต้องการ...ความเอาใจใส่

 

ดอกไม้...ต้องการ...การดูแล

 

ยิ่งถ้าเป็นดอกไม้แห่งความรักด้วยแล้ว ยิ่งจะบอบบาง

ต้องหมั่นดูแลและเอาใจใส่ รดน้ำ ใส่ปุ๋ยให้มากๆ

 

ระยะห่างระหว่าง...ดอกไม้แห่งความรัก และ บ่อน้ำแห่งความเอาใจใส่นั้น

ไม่เคยเพิ่มขึ้น

แต่วันเวลาต่างหาก...

ที่ทำให้การเดินทางนำหยดน้ำแห่งความเอาใจใส่ มารดให้ดอกไม้แห่งความรัก

กลายเป็นภาระที่เหนื่อยล้า และไม่น่าทำอีกต่อไป

 

 

และในที่สุด...ดอกไม้แห่งความรัก ก็จะตายจากไป...

 

จะกล่าวโทษเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ไม่ได้

เพราะความรัก...เป็นเรื่องของคนสองคน

ที่ต้องช่วยกันดูแล รักษา ความสัมพันธ์ให้คงอยู่ต่อไป

 

 

ถ้ามีเพียงฝ่ายเดียวที่พยายาม

วันหนึ่ง..ก็คงหมดใจ

และยอมเดินจากไป จากความรัก

เพื่อรอคอยใครสักคน...

ที่จะมาดูแลรักษา คืนชีวิตให้ ต้นไม้แห่งความรัก

...อีกครั้ง...

แค่รอคอย...

 

 

May 24

for my runway : Eternal Sunshine of The Spotless Mind

คงจะดีนะ ถ้าเราสามารถลบล้างใครบางคน
บางสิ่งบางอย่าง หรือบางความทรงจำ
ที่ทำให้เราเจ็บปวดทุกครั้งที่นึกถึง

เคยไหม ที่พยายามแล้ว พยายามอีก
เพื่อจะสั่งตัวเองให้ลืมคนบางคนไปจากความคิด
แต่ยิ่งตอกย้ำกับตัวเอง ว่าให้ลืมเขามากแค่ไหน
มันกลับเป็นการจารึกรอยของคนคนนั้นไว้กับตัวเอง


มันคงจะดีกว่า
ถ้าเราสามารถสั่งให้สมองของเราจดจำเพียงแต่เรื่องที่ทำให้เรามีความสุขได้
แล้วทิ้งเรื่องราวอื่นๆ ที่ปวดร้าวไว้ที่ไหนสักแห่ง


แค่หลับไป พอตื่นขึ้นมา
ก็จะไม่มีความทรงจำเหล่านั้นเหลืออยู่เลย... คงจะดีนะ


แต่ความเป็นจริงแล้ว เราทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก
ถึงจะสามารถลบคนบางคนที่ไม่รักเราแล้วออกไปจากความคิดได้
แต่เราไม่มีทางลืมเขาไปได้หรอก
เพราะอวัยวะส่วนที่เราใช้จดจำคนคนนั้น ไม่ใช่สมอง
แต่คือหัวใจต่างหาก
เราไม่ได้จดจำเขาด้วยการคิดถึง
แต่เราจดจำเขาด้วยความรัก
และความรักจะจารึกเขาไว้ในหัวใจเรา...ไปจนวันสุดท้ายของชีวิต


เหมือนอย่างที่ในโปสเตอร์ของหนังเรื่อง Eternal Sunshine of The Spotless Mind เขียนไว้ว่า
You Can Erase Someone From Your Mind ,
Getting Them Out Of Your Heart Is Another Story.

May 19

for my runway : ในสายตาของคุณ ฉันก็เป็นเพียงแค่ต้นหญ้าไร้ค่า เป็นเพียงวัชพืชที่คุณไม่ต้องการ

ที่รัก...

คุณเคยสังเกตบ้างไหม? ว่าทุกๆ ที่ ทุกๆหนแห่งที่คุณก้าวย่างผ่านไป ทั้งในเมืองที่เต็มไปด้วยตึกระฟ้า ตามต่างจังหวัดสองข้างทางถนนลูกรัง มีสิ่งหนึ่งที่คุณจะสามารถพบเห็นได้ ถ้าเพียงแต่คุณใส่ใจสักนิด... นั่นคือต้นหญ้าต้นเล็กๆ ที่มักจะอยู่รอบตัวคุณ ต้นหญ้าที่ทุกๆ คนมองว่าไร้ค่า เป็นเพียงแค่ส่วนเกิน เป็นเพียงวัชพืชที่ใครๆ ไม่ต้องการ

ที่รัก...

เคยไหม? ที่คุณถอนต้นหญ้า ด้วยสองมือของคุณ เพียงเพราะคุณมองไม่เห็นค่าของมัน คุณจึงตัดสินว่ามันไม่มีค่า แต่คุณจะเคยรู้สึกบ้างไหม ว่าต้นหญ้าเล็กๆ เหล่านั้น มันช่วยปกคลุมพื้นดินให้มีความชุ่มชื้น ปกป้องเท้าทั้งสองของคุณไม่ให้เจ็บปวดจากกรวด หิน ดิน ทราย เวลาที่คุณเดินด้วยเท้าเปล่า

แต่ที่รัก...

ถึงคุณจะถอนต้อนหญ้าที่ไร้ค่าเหล่านั้น ทิ้งไปสักกี่ครั้ง ไม่นานเท่าไร ต้นหญ้าที่คุณเคยถอนทิ้งไป ก็จะงอกเงยขึ้นมาอีกครั้ง ในที่เดิม นั่นเป็นเพราะเมล็ดพันธุ์ของต้นหญ้า ยังคงหลงเหลืออยู่ และไม่เคยหมดไปจากรอบกายคุณ ต้นหญ้าที่คุณมองว่าไร้ค่านั้น แข็งแกร่งเกินกว่าที่คุณจะรู้และสัมผัสได้

ที่รัก...

เรื่องราวของต้นหญ้าที่ฉันพร่ำพรรณนาบอกคุณมาทั้งหมดนี้ ไม่ใช่คนอื่นคนไกลเลย ต้นหญ้าไร้ค่า ที่ฉันกล่าวถึงนั้น ก็คือฉันเอง ฉันคือต้นหญ้าที่คุณไม่เคยต้องการ เป็นเพียงวัชพืชในชีวิตของคุณ คุณจึงไม่เคยสงสาร เหยียบย่ำความรู้สึกและหัวใจของฉันซ้ำแล้ว...ซ้ำเล่า หลายครั้งที่คุณพยายามขับไล่ไสส่ง ให้ฉันเดินออกไปจากชีวิตของคุณ แต่ทุกครั้ง ฉันก็ยังคงยืนอยู่ใกล้ๆ ด้วยหัวใจดวงเดิมที่รักแต่คุณ

ที่รัก...

ฉันอยากให้คุณรู้ว่า ฉัน..ไม่ได้เป็นเพียงต้นหญ้าธรรมดา อย่างที่คุณคิด แต่ฉัน...เป็นต้นหญ้าที่เจริญเติบโต ด้วยความรักที่มีต่อคุณ ถึงคุณจะถอนต้นหญ้าอย่างฉันทิ้งไปสักกี่ครั้ง แต่เมล็ดพันธุ์แห่งรักของฉัน จะยังคงอยู่ และจะคงอยู่เพื่อคุณตลอดไป ถึงแม้ว่าคุณจะไม่มีวันมองเห็นค่าของมันเลยก็ตาม